ยอดบนบิลไม่ได้มาจากหน่วยอย่างเดียว บิลประกอบด้วยค่าไฟตามอัตรา ค่า Ft และ VAT หน่วยเท่าเดิมแต่ยอดขึ้นได้จากบรรทัดอื่น เช่น Ft ที่สองเดือนอยู่คนละงวด ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าที่วัดจากช่วงสั้นที่สูงสุดไม่ใช่หน่วยรวม (เฉพาะประเภทที่คิดค่าความต้องการ) ค่าไฟฟ้าต่ำสุดที่อิงเดือนที่เคยพุ่ง ค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ ชื่อประเภทผู้ใช้ไฟที่ถูกย้าย หรือสัดส่วนช่วง On Peak ถ้าใช้อัตรา TOU

ตัวเลขกติกาในบทนี้มาจากประกาศอัตราค่าไฟฟ้าประเภทธุรกิจของ กฟภ. ที่ใช้ตั้งแต่ค่าไฟประจำเดือนกันยายน 2569 ซึ่งยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

บรรทัดในบิลขึ้นได้ทั้งที่หน่วยเท่าเดิมเมื่อสิ่งที่ดูบนบิลสองใบ
ค่า Ftสองเดือนที่เทียบอยู่คนละงวดรายการ Ft ของแต่ละเดือน
ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าช่วงสั้นที่โหลดสูงสุดของเดือนสูงขึ้นกิโลวัตต์ที่เรียกเก็บ
ค่าไฟฟ้าต่ำสุดเดือนที่เคยพุ่งยังอยู่ในหน้าต่างย้อนหลังกิโลวัตต์สูงสุดของเดือนก่อน ๆ
ค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์กิโลวาร์สูงสุดเกินสัดส่วนของกิโลวัตต์สูงสุดค่า kvar ที่เรียกเก็บ
ประเภทผู้ใช้ไฟถูกย้ายขึ้นประเภทที่โครงสร้างราคาต่างไปชื่อประเภทหรืออัตราบนบิล
สัดส่วนช่วงเวลา (TOU)หน่วยย้ายมาอยู่ช่วง On Peak มากขึ้นหน่วยแยกช่วง On Peak และ Off Peak

หน่วยเท่าเดิม แล้วยอดไปเพิ่มตรงไหนของบิลได้บ้าง

บิลรายเดือนประกอบด้วยค่าไฟตามอัตรา ค่า Ft และ VAT หน่วยที่ใช้คุมได้เพียงส่วนหนึ่งของยอด บรรทัดที่เหลือเปลี่ยนได้โดยหน่วยไม่ขยับ

ลองนึกภาพบิลเป็นใบเสร็จที่มีหลายบรรทัดรวมกันเป็นยอดเดียว บรรทัดที่ผูกกับหน่วยตรง ๆ คือค่าพลังงาน ส่วนบรรทัดอื่นคิดจากสิ่งที่ไม่ใช่หน่วย เช่น กิโลวัตต์ที่โหลดสูงสุดในช่วงสั้น ๆ ของเดือน กิโลวาร์ หรืออัตรา Ft ที่เปลี่ยนตามงวด ดังนั้นเมื่อหน่วยของสองเดือนใกล้กันแต่ยอดห่างกัน ตัวการต้องซ่อนอยู่ในบรรทัดที่ไม่ได้ผูกกับหน่วย

บิลรายเดือนตามประกาศของทั้ง กฟภ. และ กฟน. ประกอบด้วยค่าไฟตามอัตราของประเภทผู้ใช้ไฟ บวกค่า Ft แล้วจึงคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยอัตราที่ประกาศยังไม่รวม VAT ส่วน VAT คิดเป็นร้อยละตามที่ประกาศบนยอดค่าไฟฐานรวม Ft ยอดที่ขึ้นมาในบรรทัดใดจึงถูกขยายอีกชั้นหนึ่งก่อนถึงยอดสุทธิ (รายละเอียดโครงสร้างราคาแต่ละประเภทอยู่ใน ค่าไฟโรงงานหน่วยละกี่บาท ทำไมแต่ละโรงงานไม่เท่ากัน)

หัวข้อถัดไปไล่ทีละบรรทัดว่าแต่ละตัวขึ้นได้อย่างไรทั้งที่หน่วยเท่าเดิม และบรรทัดไหนเป็นผลจากการเดินเครื่องของโรงงานเอง บรรทัดไหนถูกกำหนดจากภายนอก

Ft: อัตราเดียวทั้งงวด แต่สองเดือนที่เทียบอาจอยู่คนละงวด

Ft เป็นอัตราคงที่ต่อหน่วยที่เรียกเก็บทุกเดือนแยกเป็นรายการในบิล และปรับเป็นรอบตามงวดที่ กกพ. กำหนด หน่วยเท่าเดิมแต่ยอด Ft ต่างได้ถ้าสองเดือนอยู่คนละงวด

Ft คือตัวคูณต่อหน่วยที่บวกเข้ากับค่าไฟตามอัตราปกติ ภายในงวดเดียวกันตัวเลขนี้คงที่ ถ้าหน่วยเท่าเดิม ยอด Ft ก็เท่าเดิม แต่งวดหนึ่งกินเวลาเพียงไม่กี่เดือน (ม.ค.–เม.ย. · พ.ค.–ส.ค. · ก.ย.–ธ.ค.) เดือนที่คุณเอามาเทียบจึงอาจตกคนละงวด และยอดบรรทัดนี้ต่างกันได้โดยที่หน่วยไม่ขยับเลย

ประกาศอัตราของ กฟน. เขียนไว้ว่า “ทั้งนี้ Ft ที่เรียกเก็บจะปรับเปลี่ยนทุกๆ 4 เดือน โดยกำหนดให้ Ft เป็นอัตราคงที่ต่อหน่วยการใช้พลังงานไฟฟ้า” ฝั่ง กฟภ. ประกาศอัตราของตัวเองบอกเพียงว่า Ft เป็นองค์ประกอบของบิล ส่วนรอบการปรับอ้างจากเอกสารของ กกพ. ซึ่งใช้ทั้งประเทศ

วิธีตรวจง่ายที่สุดคือดูรายการ Ft บนบิลสองใบว่าตัวเลขอัตราต่อหน่วยเท่ากันหรือไม่ ถ้าไม่เท่า ยอดที่เพิ่มส่วนหนึ่งมาจากตรงนี้ และเป็นส่วนที่ฝั่งโรงงานไม่ได้กำหนดเอง ต่างจากบรรทัดค่าความต้องการและสัดส่วนช่วงเวลาที่จะพูดถึงต่อไป

งวด Ft
ช่วงเวลาที่อัตรา Ft คงที่ต่อหน่วย ก่อนจะถูกปรับใหม่ในรอบถัดไปตามที่ กกพ. กำหนด

ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า: ช่วงสั้นช่วงเดียวที่เครื่องเดินพร้อมกันก็ดันบรรทัดนี้ได้

ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าวัดจากค่าเฉลี่ยในช่วงสั้นที่สูงสุดของเดือน ไม่ใช่จากหน่วยรวม เครื่องจักรเดินพร้อมกันหนักขึ้นแค่ช่วงเดียวก็ทำให้บรรทัดนี้ขึ้นได้ทั้งที่หน่วยทั้งเดือนเท่าเดิม (เฉพาะประเภทที่คิดค่าความต้องการ)

หน่วย (kWh) บอกว่าทั้งเดือนใช้ไฟไปเท่าไร แต่ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า (Demand Charge) บอกว่าตอนที่ใช้หนักที่สุด ใช้พร้อมกันแค่ไหน สองอย่างนี้ไปคนละทางได้ โรงงานที่ใช้หน่วยเท่าเดิมแต่กระจุกการเดินเครื่องไว้ช่วงเดียว จะได้ค่าความต้องการสูงกว่าโรงงานที่ใช้หน่วยเท่ากันแต่ทยอยเดิน

กติกานี้วัดจากมิเตอร์เครื่องเดียวของโรงงาน โดยดูค่าเฉลี่ยใน 15 นาที ที่สูงสุดในรอบเดือน ไม่ใช่หน่วยรวมทั้งเดือน ประกาศของ กฟน. ใช้ถ้อยคำว่า “พลังไฟฟ้าเฉลี่ยใน 15 นาทีที่สูงสุด ต่ำกว่า 30 กิโลวัตต์ โดยต่อผ่านเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเครื่องเดียว” ซึ่งเป็นนิยามเดียวกับที่ใช้แยกขนาดกิจการ และ กฟภ. ก็เขียนนิยามทำนองเดียวกัน กิโลวัตต์ที่ปรากฏบนบิลผ่านการปัดเศษตามกติกาของการไฟฟ้า ซึ่งอ่านเพิ่มได้ใน ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า (Demand Charge) คืออะไร คิดจากอะไร

สมมติว่าโรงงานหนึ่งปกติสลับกันเดินเครื่องอัดอากาศกับเครื่องทำความเย็น เดือนนี้ช่างเปิดทั้งสองชุดพร้อมกันตอนเร่งงานช่วงบ่ายวันเดียว หน่วยทั้งเดือนไม่ต่างจากเดือนก่อน แต่ช่วงที่เดินพร้อมกันนั้นกลายเป็นค่าเฉลี่ยช่วงสั้นที่สูงสุดของเดือน บรรทัดค่าความต้องการจึงสูงกว่าเดือนก่อน

ฐานที่ใช้คิดบรรทัดนี้ยังต่างกันตามแบบอัตรา อัตราปกติและ TOD คิดจากค่าสูงสุดของทั้งเดือน ส่วนอัตรา TOU คิดเฉพาะค่าสูงสุดในช่วง On Peak กติกานี้ใช้กับประเภท 3 4 5 ของทั้ง กฟภ. และ กฟน. ดังนั้นเวลาเทียบบิลสองเดือน ต้องดูว่าค่าสูงสุดที่ถูกเรียกเก็บเกิดช่วงไหน ถ้าเป็น TOU แล้วค่าสูงสุดขยับจากกลางคืนมาอยู่ช่วงกลางวัน บรรทัดนี้ก็ขึ้นได้ทั้งที่หน่วยเท่าเดิม

บรรทัดนี้เป็นบรรทัดที่ฝั่งโรงงานกำหนดเองได้มากที่สุด เพราะมาจากจังหวะการเดินเครื่องของโรงงานโดยตรง ต่างจาก Ft ที่กำหนดจากภายนอก

ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า (Demand Charge)
ค่าที่คิดจากกำลังไฟฟ้าที่โรงงานดึงพร้อมกันสูงสุดในช่วงสั้นช่วงหนึ่งของเดือน วัดเป็นกิโลวัตต์ แยกจากหน่วยที่ใช้ทั้งเดือน

✗ ไฟกระชากตอนสตาร์ตมอเตอร์ทำให้ค่าความต้องการพลังไฟฟ้าพุ่ง

✓ มิเตอร์เครื่องเดียวของโรงงานคิดค่าความต้องการจากค่าเฉลี่ยใน 15 นาที ที่สูงสุดในรอบเดือน ไม่ใช่ค่าชั่วขณะ ไฟกระชากที่กินเวลาไม่กี่วินาทีจึงมีผลน้อย

มีบิลค่าไฟอยู่ในมือ?

ส่งให้วิศวกรช่วยอ่านบรรทัดนี้ของโรงงานคุณ ทาง LINE @winstar.solar

สองบรรทัดที่พ่วงมากับค่าความต้องการ: ค่าไฟฟ้าต่ำสุดและเพาเวอร์แฟคเตอร์

ผู้ใช้ไฟที่คิดค่าความต้องการมีอีกสองบรรทัดที่ขึ้นหรือโผล่ได้โดยหน่วยไม่เปลี่ยน คือค่าไฟฟ้าต่ำสุดที่อิงเดือนที่เคยพุ่งในหน้าต่างย้อนหลัง และค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ที่คิดจากกิโลวาร์เทียบกับกิโลวัตต์สูงสุด

ถ้าบิลสองเดือนมีค่าความต้องการใกล้กันแล้วยอดยังต่าง ให้ไล่ต่อที่สองบรรทัดนี้ ทั้งคู่ไม่ได้คิดจากหน่วย แต่คิดจากตัวเลขที่พ่วงมากับค่าความต้องการ

kvar (กิโลวาร์)
หน่วยของพลังไฟฟ้ารีแอคตีฟที่มิเตอร์บันทึกแยกจากกิโลวัตต์ ใช้เทียบสัดส่วนกับกิโลวัตต์สูงสุดเพื่อคิดค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์

ค่าไฟฟ้าต่ำสุด: เดือนที่เคยพุ่งตามมาหลอกหลอนตลอดหน้าต่างเวลา

เดือนที่ความต้องการลดลงแล้วบิลยังไม่ลดตาม เพราะค่าไฟฟ้าต่ำสุดอิงค่าความต้องการสูงสุดของเดือนที่เคยพุ่งในหน้าต่างย้อนหลัง

ค่าไฟฟ้าต่ำสุดคือพื้นของบิล บิลจะลงต่ำกว่านี้ไม่ได้ กติกาคือค่าไฟฟ้าต่ำสุดของเดือนนั้นต้องไม่ต่ำกว่า 70% ของค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา นับถึงเดือนปัจจุบัน พูดง่าย ๆ คือเดือนที่คุณเคยดึงไฟพร้อมกันสูงสุดจะถูกจำไว้ และกลายเป็นพื้นของบิลเดือนต่อ ๆ ไปตลอดหน้าต่างเวลานั้น

กติกานี้ กฟภ. ใช้กับประเภท 3 4 5 และบางอัตราของประเภท 6 และ 7 ส่วน กฟน. ใช้กับอัตราของประเภท 3 4 5

สมมติว่าโรงงานหนึ่งมีเดือนที่เร่งผลิตจนค่าความต้องการพุ่งสูงผิดปกติ หลังจากนั้นกลับมาเดินเครื่องแบบเดิม หน่วยและค่าความต้องการลดลง แต่บิลไม่ลดลงเท่าที่คาด เพราะเดือนที่พุ่งยังอยู่ในหน้าต่างย้อนหลังและกำหนดพื้นของบิลอยู่ บรรทัดนี้จึงคุมได้ทางอ้อมผ่านการไม่ปล่อยให้ค่าความต้องการพุ่งในเดือนใดเดือนหนึ่ง

ค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์: ดูค่ากิโลวาร์ ไม่ใช่หน่วย

ค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์เรียกเก็บกับผู้ใช้ไฟที่คิดค่าความต้องการ เมื่อกิโลวาร์สูงสุดเกินสัดส่วนที่กำหนดของกิโลวัตต์สูงสุดของทั้งเดือน บรรทัดนี้โผล่หรือโตได้โดยหน่วยไม่เปลี่ยน

นอกจากกิโลวัตต์ มิเตอร์ยังบันทึกพลังไฟฟ้ารีแอคตีฟเป็นกิโลวาร์ (kvar) ค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์จะเรียกเก็บกับผู้ใช้ไฟฟ้าที่คิดค่าความต้องการพลังไฟฟ้า (ถ้อยคำของ กฟภ.) เฉพาะกรณี Lagging เมื่อ kvar สูงสุดของเดือนเกิน 61.97% ของ kW สูงสุด โดยคิดเงินเฉพาะส่วนที่เกิน ตามอัตราต่อกิโลวาร์ที่ประกาศ ก่อน VAT

ฐานที่ใช้เทียบคือ kW สูงสุดของทั้งเดือน แม้จะใช้อัตรา TOU ก็ไม่ได้ใช้เฉพาะค่าช่วง On Peak ส่วน กฟน. มีข้อเพาเวอร์แฟคเตอร์ในประกาศของประเภท 3 4 5

สำหรับการเทียบบิลสองเดือน สิ่งที่ต้องดูคือค่ากิโลวาร์ที่ถูกเรียกเก็บ ไม่ใช่หน่วย ถ้าเดือนหนึ่งมีบรรทัดนี้โผล่ขึ้นมาหรือมีกิโลวาร์ส่วนเกินมากขึ้น ยอดก็ต่างได้ทั้งที่หน่วยและกิโลวัตต์ใกล้เดิม

ประเภทผู้ใช้ไฟเปลี่ยน หรือสัดส่วนช่วงเวลาเปลี่ยน

ถ้าทุกบรรทัดข้างต้นใกล้เดิมแต่ยอดยังต่าง ให้ดูสองอย่างสุดท้าย ชื่อประเภทบนบิลเปลี่ยนไปหรือไม่ และถ้าใช้อัตรา TOU หน่วยย้ายมาอยู่ช่วง On Peak มากขึ้นหรือไม่

สองเรื่องนี้ต่างจากบรรทัดก่อนหน้าตรงที่ไม่ใช่ตัวเลขบรรทัดเดียวขยับ แต่เป็นโครงสร้างราคาทั้งชุดที่เปลี่ยน หรือราคาต่อหน่วยที่ใช้กับหน่วยแต่ละส่วนไม่เหมือนเดิม

ถูกย้ายประเภท: หน่วยเท่าเดิมแต่ตารางอัตราเปลี่ยนชื่อ

ประเภท 3 ที่ความต้องการหรือหน่วยเฉลี่ยสามเดือนถึงเกณฑ์จะถูกย้ายเข้าประเภท 4 และเมื่อย้ายขึ้นแล้ว ต่อให้ลดการใช้ไฟลง ก็ยังคิดอัตราประเภท 4 ต่อ ไม่มีทางกลับลงประเภท 3

ผู้ใช้ไฟประเภท 3 ที่เดือนใดมีความต้องการพลังไฟฟ้าตั้งแต่ 1,000 kW ขึ้นไป หรือมีปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ย 3 เดือน เกิน 250,000 หน่วย/เดือน คิดเป็นหน่วยต่อเดือน จะถูกย้ายเข้าประเภท 4 (ของ กฟน. ย้ายเข้าอัตรา 4.2 ส่วนของ กฟภ. นับหน่วยเฉลี่ยจากสามเดือนก่อนหน้า) เมื่อเทียบบิลสองเดือนแล้วพบว่าชื่อประเภทหรืออัตราไม่ตรงกัน แปลว่าราคาทุกบรรทัดถูกคิดด้วยโครงสร้างคนละชุด แม้หน่วยจะเท่าเดิม รายละเอียดความต่างของแต่ละประเภทอยู่ใน ค่าไฟประเภท 3, 4, 5 ต่างกันอย่างไร

จุดที่ต้องรู้ก่อนขยายโหลดคือ การย้ายขึ้นนี้ไม่ถอยกลับเอง ประกาศของ กฟภ. สำหรับประเภท 4 เขียนไว้ว่า “2. เดือนใดมีความต้องการพลังไฟฟ้าไม่ถึง 1,000 กิโลวัตต์ หรือ มีการใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 250,000 หน่วยต่อเดือน ค่าไฟฟ้ายังคงคำนวณตามอัตรา” หมายความว่าเดือนที่ลดการใช้ไฟลงต่ำกว่าเกณฑ์ ก็ยังคิดอัตราประเภท 4 ต่อ ไม่มีทางกลับไปประเภท 3 ส่วนของ กฟน. ไม่มีข้อนี้ มีแต่ข้อเรื่องการลงประเภท 2

ฝั่งผู้ใช้ไฟประเภท 2 ก็มีกลไกคล้ายกัน คือเดือนใดที่ความต้องการถึงเกณฑ์จะถูกย้ายขึ้นประเภทที่คิดค่าความต้องการ ซึ่งอ่านต่อได้ใน ค่าไฟโรงงานหน่วยละกี่บาท ทำไมแต่ละโรงงานไม่เท่ากัน

สัดส่วนช่วงเวลา: หน่วยรวมเท่าเดิม แต่ย้ายมาอยู่ช่วง On Peak

ผู้ใช้อัตรา TOU จ่ายคนละราคาตามช่วงเวลา หน่วยรวมเท่าเดิมแต่ใช้ช่วง On Peak มากขึ้น หรือเดือนนั้นมีวันทำงานมากกว่า บิลก็ขึ้นได้

อัตรา TOU แบ่งราคาเป็นช่วง On Peak ตั้งแต่ 09.00 น. ถึง 22.00 น. ของวันจันทร์ถึงศุกร์ กับช่วง Off Peak ซึ่งคือกลางคืนของวันจันทร์ถึงศุกร์ ทั้งวันของวันเสาร์–อาทิตย์ วันแรงงานแห่งชาติ และวันหยุดราชการตามปกติ กติกาช่วงเวลานี้มาจากประกาศของ กกพ. และใช้กับทั้งสองการไฟฟ้า

เพราะราคาต่อหน่วยของสองช่วงไม่เท่ากัน หน่วยรวมเดือนนี้เท่ากับเดือนก่อนก็จ่ายไม่เท่ากันได้ ถ้าหน่วยส่วนหนึ่งย้ายจากกะดึกมาอยู่ช่วงกลางวัน หรือเดือนนี้มีวันจันทร์ถึงศุกร์มากกว่าเดือนก่อนจนสัดส่วนหน่วยช่วง On Peak สูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นค่าความต้องการของอัตรา TOU ก็คิดเฉพาะค่าสูงสุดช่วง On Peak ตามที่เล่าไว้ข้างต้น การย้ายโหลดหนักมาอยู่ช่วงกลางวันจึงกระทบสองบรรทัดพร้อมกัน

สัดส่วนช่วงเวลาเป็นอีกส่วนที่โรงงานกำหนดเองได้จากตารางเดินเครื่อง ช่วงเวลาและวันที่นับเป็น Off Peak อ่านละเอียดได้ใน TOU On-Peak / Off-Peak คือช่วงเวลาไหน