ระบบที่อินเวอร์เตอร์รวมต่ำกว่า 1,000 กิโลวัตต์ ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า แต่ยังต้องแจ้งสำนักงาน กกพ. ด้วยแบบ สกพ.01-1 ส่วนการติดแผงบนหลังคาที่มีน้ำหนักรวมในบริเวณหนึ่งบริเวณใดไม่เกิน 20 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคาร จึงไม่ต้องขอ อ.๑ ที่เหลือคือการขนานไฟกับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ซึ่งทุกระบบต้องยื่น
การขายไฟคืนเป็นคนละเรื่องกับใบอนุญาต — โครงการรับซื้อไฟฟ้าภาคประชาชน พ.ศ. 2569 ใช้ได้เฉพาะผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ ๑ บ้านอยู่อาศัย เสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ (ข้อ ๕ และข้อ ๖) โรงงานและนิติบุคคลไม่ได้ใช้เส้นทางนี้ ส่วนกรอบเวลาของโครงการอยู่ในข้อ ๑๒ คือประกาศผลภายใน 30 วัน และลงนามสัญญาภายใน 30 วัน หลังประกาศผล
| เรื่องที่ต้องยื่น | ยื่นกับใคร | เกณฑ์ที่ทำให้ต้องยื่น | กรอบเวลา |
|---|---|---|---|
| ใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า หรือการแจ้ง (สกพ.01-1) | สำนักงาน กกพ. | อินเวอร์เตอร์รวมตั้งแต่ 1,000 กิโลวัตต์ ขึ้นไป = ต้องขอใบอนุญาต · ต่ำกว่านั้น = ยกเว้น แต่ต้องแจ้ง | แจ้ง 1–2 วันทำการ · ใบอนุญาตเต็มรูป 30–45 วัน (ประสบการณ์ทีมวิศวกร) |
| ใบอนุญาตดัดแปลงอาคาร (อ.๑) | ราชการส่วนท้องถิ่น เช่น อบต. หรือเทศบาล | ไม่ต้องขอ ถ้าน้ำหนักรวมในบริเวณหนึ่งบริเวณใดไม่เกิน 20 กิโลกรัมต่อตารางเมตร บนหลังคาของอาคาร (กฎกระทรวง ฉบับที่ ๗๒) | 30–45 วัน (ประสบการณ์ทีมวิศวกร) |
| ใบอนุญาตผลิตพลังงานควบคุม (พค.๒) | สำนักงาน กกพ. | อินเวอร์เตอร์ตั้งแต่ 200 กิโลโวลต์แอมแปร์ ขึ้นไป โดยนับรวมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลสำรอง | เอกสาร กกพ. ที่ใช้เขียนหน้านี้ไม่ได้ระบุ |
| ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.๔) | สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด | คิดจากแรงม้าและกำลังของแผงตามแค็ตตาล็อก ซึ่งเป็นคนละฐานกับใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า | เอกสาร กกพ. ที่ใช้เขียนหน้านี้ไม่ได้ระบุ |
| ขนานไฟและขายไฟกับการไฟฟ้า | การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย — MEA 3 จังหวัด · PEA 74 จังหวัด | ทุกระบบที่เชื่อมเข้าระบบจำหน่าย | โครงการภาคประชาชน: ผลภายใน 30 วัน · ลงนามภายใน 30 วัน (ข้อ ๑๒) |
| กรณีอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม (กนอ.๐๒/๒ · กนอ.๐๑/๒) | สำนักงานนิคมอุตสาหกรรม ส่วน พค.๒ ยังยื่นที่ กกพ. | โรงงานที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม | เอกสาร กกพ. ที่ใช้เขียนหน้านี้ไม่ได้ระบุ |
ติดโซลาร์รูฟท็อปต้องขออนุญาตอะไรบ้าง
มีสามฝั่งที่เดินคู่กัน คือฝั่งพลังงาน (ใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าหรือการแจ้งต่อสำนักงาน กกพ.) ฝั่งอาคาร (ใบอนุญาตดัดแปลงอาคาร อ.๑ ที่ราชการส่วนท้องถิ่น) และฝั่งการไฟฟ้า (การขนานไฟกับ MEA หรือ PEA) ส่วนการขายไฟคืนเป็นเรื่องที่สี่ซึ่งไม่ใช่ใบอนุญาต แต่เป็นการเข้าร่วมโครงการรับซื้อไฟฟ้า
สามฝั่งนี้คนละหน่วยงาน คนละเกณฑ์ และไม่ได้ตัดสินแทนกัน ระบบหนึ่งอาจไม่ต้องขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าเลย แต่ยังต้องขอ อ.๑ เพราะน้ำหนักบนหลังคาเกินเกณฑ์
ที่สับสนบ่อยคือเอาเกณฑ์ของฝั่งหนึ่งไปตอบอีกฝั่ง เช่นเห็นว่าไม่ต้องขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าแล้วสรุปว่าไม่ต้องยื่นอะไรเลย ส่วนคำถามว่าคุ้มหรือไม่ ตัดสินด้วยตัวแปรคนละชุด อ่านต่อที่ โซลาร์รูฟท็อปคุ้มไหม
สามฝั่งนี้แยกกันยังไง ใครเป็นเจ้าของเรื่อง
ฝั่งพลังงานเจ้าของเรื่องคือสำนักงาน กกพ. ฝั่งอาคารคือราชการส่วนท้องถิ่นที่อาคารตั้งอยู่ และฝั่งการไฟฟ้าคือการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายในพื้นที่ ซึ่งประกาศ กกพ. ข้อ ๘ กำหนดให้เป็นผู้รับคำขอขายไฟฟ้าด้วย ไม่ใช่ กกพ. เอง
การแยกเจ้าของเรื่องมีผลกับเวลา เพราะแต่ละฝั่งเริ่มนับเวลาของตัวเองจากวันที่ได้รับเอกสารครบ และบางใบต้องได้ก่อนอีกใบจึงจะยื่นได้
โครงการรับซื้อไฟภาคประชาชนอยู่ตรงไหนของภาพนี้
อยู่ในฝั่งการไฟฟ้า และเป็นทางเลือกไม่ใช่ข้อบังคับ — เป็นโครงการรับซื้อไฟฟ้าที่ใช้ได้เฉพาะผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ ๑ บ้านอยู่อาศัย ที่เสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย อายุสัญญา 10 ปี (ประกาศ กกพ. ข้อ ๕ และข้อ ๖)
การเข้าโครงการไม่ได้ทำให้ไม่ต้องยื่นฝั่งอื่น และการไม่เข้าโครงการก็ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องขนานไฟ บ้านที่ติดเพื่อใช้เองอย่างเดียวยังต้องยื่นขนานไฟ ต่างกันแค่ไม่มีสัญญาขายไฟ
ระบบของโรงงานกับของบ้าน ใช้เส้นทางเดียวกันไหม
ไม่เหมือนกัน — โครงการภาคประชาชนปิดไว้ที่บ้านอยู่อาศัยประเภทที่ ๑ และไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ (ข้อ ๕ และข้อ ๖) โรงงานจึงอยู่นอกโครงการนี้ทั้งหมด และมีเรื่องเฉพาะของตัวเองเพิ่มเข้ามาคือ ร.ง.๔ พค.๒ และกรณีอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม
ส่วนที่เหมือนกันคือฝั่งอาคารและฝั่งการไฟฟ้า เพราะกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗๒ ใช้คำว่าบนหลังคาของอาคาร ไม่ได้จำกัดประเภทอาคาร หน้านี้จึงเขียนสองส่วนนั้นรวมกัน
ต้องขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าไหม เส้นแบ่งอยู่ตรงไหน
เส้นแบ่งอยู่ที่กำลังการผลิตติดตั้งรวมของอินเวอร์เตอร์ — ต่ำกว่า 1,000 กิโลวัตต์ ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอรับใบอนุญาต ตามเอกสารสรุปของสำนักงาน กกพ. เรื่องใบอนุญาตที่เกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ แต่ยังต้องแจ้งสำนักงาน กกพ. ส่วนตั้งแต่เส้นนี้ขึ้นไปต้องขอใบอนุญาตต่อ กกพ.
ที่พลาดกันบ่อยคืออ่านคำว่ายกเว้นแล้วเข้าใจว่าไม่ต้องทำอะไร ทั้งที่ยกเว้นในที่นี้คือยกเว้นการขอรับใบอนุญาต ไม่ได้ยกเว้นการแจ้ง
อีกเรื่องที่ต้องรู้ก่อนวางแผนงานคือใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าต้องได้มาก่อนเริ่มก่อสร้าง ไม่ใช่ขอทีหลังตอนจะจ่ายไฟเข้าระบบ
หน่วยของเส้นแบ่งนี้ยังไม่นิ่ง เอกสารสรุปของสำนักงาน กกพ. ที่หน้านี้ใช้เขียนไว้เป็นกิโลวัตต์ที่อินเวอร์เตอร์ แต่เอกสารอื่นที่สรุปเกณฑ์เดียวกัน และตารางฐานการคำนวณของ กกพ. เอง เขียนไว้เป็นกิโลโวลต์แอมแปร์ เราจึงยังไม่ทราบว่าหน่วยที่ถูกต้องคืออันไหน หน้านี้เขียนตามเอกสารที่เรามีอยู่ในมือ ระบบที่ขนาดใกล้เส้นแบ่งจึงควรยืนยันกับสำนักงาน กกพ. ก่อนตัดสินใจ
ต่ำกว่า 1,000 กิโลวัตต์ ไม่ต้องขอ แล้วต้องทำอะไรแทน
ต้องแจ้งสำนักงาน กกพ. ด้วยแบบ สกพ.01-1 ซึ่งเป็นการจดแจ้ง ไม่ใช่การขอใบอนุญาต จากงานจริงของทีมวิศวกร การจดแจ้งได้รับอนุมัติภายใน 1–2 วันทำการ ถ้าเอกสารครบถ้วน
จากประสบการณ์ทีมวิศวกร การขอใบอนุญาตเต็มรูปแบบใช้เวลา 30–45 วัน ขณะที่การจดแจ้งจบได้ในไม่กี่วันทำการ ทั้งสองค่ามาจากงานจริง ไม่ใช่กรอบเวลาตามกฎหมาย
นับกำลังการผลิตจากอะไร แผงหรืออินเวอร์เตอร์
ขึ้นกับว่ากำลังพูดถึงใบไหน — ใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าและการจดแจ้งคิดจาก Rated Capacity รวมของอินเวอร์เตอร์เป็น MWAC โดยไม่นับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลสำรอง ส่วน ร.ง.๔ คิดจากแรงม้าและกำลังของแผงตามแค็ตตาล็อก และ พค.๒ คิดแบบเดียวกับใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าแต่นับรวมดีเซลสำรองด้วย
ฐานคำนวณสามแบบนี้ทำให้ระบบเดียวกันตอบไม่เหมือนกันในแต่ละใบ ระบบที่ยังไม่ถึงเส้นของใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า อาจข้ามเส้นของ พค.๒ ไปแล้วเพราะมีดีเซลสำรอง จึงต้องเทียบทีละใบ
หลายอาคารในพื้นที่เดียวกัน แยกใบอนุญาตได้ไหม
ได้ต่อเมื่อครบสามข้อพร้อมกัน คือแต่ละอาคารมีมิเตอร์แยกอิสระ แต่ละมิเตอร์มีอินเวอร์เตอร์รวมตั้งแต่ 1 เมกะวัตต์ ขึ้นไป และแยกการทำงานจากกันจริง โดยไม่เชื่อมโยงกัน หรือมี Zero Export Controller หรือ Reverse Power Relay เปิดวงจรไว้ในสถานการณ์ปกติ
เงื่อนไขข้อที่สามตรวจได้จากหน้างาน ไม่ใช่จากเอกสาร การเดินสายเชื่อมสองอาคารไว้เผื่ออนาคตจึงมีผลกับการนับใบอนุญาต แม้ยังไม่ได้ใช้งานจริง
นอกนิคมกับในนิคมอุตสาหกรรม ยื่นที่เดียวกันไหม
ไม่ใช่ที่เดียวกัน — นอกนิคมอุตสาหกรรม ตามมาตรา ๔๘ อ.๑ ที่ผลิตเพื่อใช้เองยื่นต่อราชการส่วนท้องถิ่น ส่วนที่ผลิตเพื่อจำหน่ายยื่นต่อ กกพ. ยกเว้นกรณีติดตั้งบนหลังคาที่เจ้าของอาคารต้องยื่นต่อราชการส่วนท้องถิ่น ขณะที่ในนิคมอุตสาหกรรม แบบ กนอ.๐๒/๒ และ กนอ.๐๑/๒ ยื่นที่สำนักงานนิคมอุตสาหกรรม
จุดที่เหมือนกันคือ พค.๒ ซึ่งยื่นที่ กกพ. เสมอ ส่วน ร.ง.๔ ของโรงงานนอกนิคมยื่นที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ทั้งหมดมาจากเอกสารสรุปของ กกพ. ซึ่งไม่ได้ให้เลขข้อกำกับ
ติดแผงบนหลังคาต้องขอใบอนุญาตดัดแปลงอาคาร (อ.๑) ไหม
ไม่ต้อง ถ้าน้ำหนักรวมในบริเวณหนึ่งบริเวณใดไม่เกิน 20 กิโลกรัมต่อตารางเมตร บนหลังคาของอาคาร เพราะกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗๒ (พ.ศ. ๒๕๖๘) กำหนดให้การติดตั้งแบบนี้ไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคาร ถ้าเกินเกณฑ์น้ำหนักดังกล่าว ก็กลับเข้านิยามดัดแปลงตามปกติ และต้องขอ อ.๑ จากราชการส่วนท้องถิ่น
กฎกระทรวงฉบับนี้ยกเลิกความใน (๖) ของข้อ ๑ แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๘) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๖๕ (พ.ศ. ๒๕๕๘) และใช้ความใหม่แทน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๔๒ ตอนที่ ๗๖ ก วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๘
หน้านี้ไม่ระบุว่ากฎกระทรวงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันไหน เพราะเอกสารที่ใช้เขียนให้เฉพาะวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ไม่ได้ให้ข้อความบทบังคับใช้
กฎกระทรวง ฉบับที่ ๗๒ เปลี่ยนอะไรจากของเดิม
ตัดเงื่อนไขออกสองข้อ คือข้อที่จำกัดว่าต้องเป็นอาคารอยู่อาศัยเท่านั้น และข้อที่จำกัดพื้นที่ติดตั้งไม่เกิน 160 ตารางเมตร เหลือเงื่อนไขเดียวคือน้ำหนักรวมในบริเวณหนึ่งบริเวณใดไม่เกิน 20 กิโลกรัมต่อตารางเมตร บนหลังคาของอาคาร
ผลคืออาคารที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยเข้าข่ายยกเว้นได้ด้วย และไม่มีเพดานพื้นที่อีกต่อไป โรงงานที่เดิมต้องขอ อ.๑ เพราะติดเกิน 160 ตารางเมตร จึงย้ายไปอยู่ที่คำถามเรื่องน้ำหนักแทน
คำว่าในบริเวณหนึ่งบริเวณใด วัดยังไง
วัดที่จุดซึ่งหนาแน่นที่สุด ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยทั้งหลังคา — ถ้อยคำในกฎกระทรวงเขียนว่าน้ำหนักรวมในบริเวณหนึ่งบริเวณใดไม่เกิน 20 กิโลกรัมต่อตารางเมตร จึงเป็นเกณฑ์เฉพาะจุด ไม่ใช่เกณฑ์รวมของทั้งอาคาร
ความต่างนี้เปลี่ยนวิธีออกแบบจริง เพราะการวางแผงกระจุกโซนเดียวอาจเกินเกณฑ์เฉพาะจุด ทั้งที่เฉลี่ยทั้งหลังคาแล้วยังไม่ถึง การคำนวณจึงต้องทำเป็นโซนโดยวิศวกร
อะไรที่ยังไม่ได้รับยกเว้นตามข้อนี้
ข้อความในกฎกระทรวงพูดถึงการติดตั้งบนหลังคาของอาคารเท่านั้น จึงไม่ครอบคลุมโรงจอดรถโซลาร์ (carport) ซึ่งเป็นการก่อสร้างอาคารใหม่ และไม่ครอบคลุมการติดตั้งบนพื้นดิน นอกจากนี้การยกเว้นนี้เป็นการยกเว้นจากนิยามดัดแปลงอาคารเท่านั้น กฎหมายอื่นยังอยู่ครบ
ประโยคสุดท้ายสำคัญกว่าที่เห็น เพราะการไม่ต้องขอ อ.๑ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องคำนวณโครงสร้างหรือไม่ต้องมีวิศวกรรับรอง การไฟฟ้าเองก็ขอหนังสือรับรองวิศวกรพร้อมสำเนาใบ กว. อยู่แล้ว
ขนานไฟกับการไฟฟ้า MEA กับ PEA ต่างกันตรงไหน
กติกากลางเหมือนกัน เพราะมาจากประกาศ กกพ. ฉบับเดียวกัน สิ่งที่ต่างคือช่องทางยื่นและชุดเอกสารของแต่ละการไฟฟ้า — เขต MEA คือ 3 จังหวัด ได้แก่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ที่เหลืออีก 74 จังหวัด เป็นเขต PEA
ตัวเลขเขตพื้นที่มาจากคู่มือ PPIM ของ PEA หน้า 5 ส่วนตัวเลขฝั่ง MEA เป็นการอ่านกลับจากข้อความยกเว้นนั้น ไม่ได้มาจากเอกสารของ MEA เอง
หัวข้อนี้เป็นจุดเดียวในหน้านี้ที่แยกสองการไฟฟ้าออกจากกัน ส่วนสองหัวข้อก่อนหน้าใช้เกณฑ์เดียวกันทั้งประเทศ
บ้านหรือโรงงานของเราอยู่เขตไหน ดูจากอะไร
ดูจากจังหวัดที่ตั้ง — ถ้าอยู่ในกรุงเทพมหานคร นนทบุรี หรือสมุทรปราการ คือเขต MEA นอกนั้นเป็นเขต PEA ตามที่คู่มือ PPIM หน้า 5 ระบุขอบเขตพื้นที่ผู้ใช้ไฟฟ้าของ PEA ไว้ว่าครอบคลุม 74 จังหวัด โดยยกเว้นสามจังหวัดดังกล่าว
อีกทางที่เร็วกว่าคือดูจากใบแจ้งค่าไฟฟ้าว่าออกโดยการไฟฟ้าใด เพราะเอกสาร ช่องทางยื่น และผู้ลงนามในสัญญา ล้วนผูกกับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายในพื้นที่นั้น
ฝั่ง PEA ยื่นยังไง และตรวจคุณสมบัติเองก่อนได้ไหม
ยื่นออนไลน์ผ่านระบบ PPIM ที่ ppim.pea.co.th และตรวจคุณสมบัติเองก่อนได้จากใบแจ้งค่าไฟฟ้า คู่มือกำหนดคุณสมบัติไว้สี่ข้อ คือเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ ๑ บ้านอยู่อาศัย ยังคงสถานะใช้ไฟฟ้าอยู่ ชื่อผู้ยื่นตรงกับชื่อในใบแจ้งค่าไฟฟ้า และที่อยู่ในบิลตรงกับบ้านเลขที่ตามทะเบียนบ้านปัจจุบัน
รหัสในใบแจ้งค่าไฟฟ้าอ่านได้เองสองหลัก คือ หลักที่ 1 คือประเภทผู้ใช้ไฟฟ้า หลักที่ 4 คือระดับแรงดัน โดย เลข 4 คือ 11–33 กิโลโวลต์ เลข 5 คือต่ำกว่า 400 โวลต์ (คู่มือ PPIM หน้า 5 และหน้า 8) และหน้า 6 ระบุว่าถ้าประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าไม่ใช่ประเภท ๑ จะกดยืนยันเพื่อยื่นคำขอขายไฟฟ้าไม่ได้ ส่วนมิเตอร์ 1 เฟส และ 3 เฟส เสนอขายได้ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ เท่ากันทั้งคู่ (หน้า 9)
ฝั่ง PEA ต้องแนบเอกสารอะไรบ้าง
คู่มือ PPIM ระบุเอกสารแนบของแบบคำขอออนไลน์ในโครงการภาคประชาชนไว้ ได้แก่ ใบแจ้งค่าไฟฟ้าและสำเนาทะเบียนบ้านหน้าแรกที่ที่อยู่ตรงกัน (หน้า 21) ภาพถ่ายด้านหน้าอาคารหลังที่ติดตั้ง (หน้า 24) Single line diagram (หน้า 26) หนังสือรับรองวิศวกรพร้อมสำเนาใบ กว. ที่ยังไม่หมดอายุ (หน้า 28) และรายละเอียดแผงกับอินเวอร์เตอร์ตามสเปค (หน้า 30 และ 32)
คู่มือยังกำหนดว่าอินเวอร์เตอร์ต้องขึ้นทะเบียนหรือผ่านการทดสอบตามข้อกำหนดของ กฟภ. และตรวจรุ่นได้ที่ smartlist.pea.co.th (หน้า 27 และ 32) กรณีมอบอำนาจยื่นแทน ต้องแนบหนังสือมอบอำนาจและหนังสือรับรองบริษัทที่ออกให้ไม่เกิน 6 เดือน (หน้า 38 ถึง 40) และกรณีติดแผงไม่เกิน 10 kWp ระบบจะขึ้นหน้าต่างขอความยินยอมให้ กฟภ. นำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร (หน้า 34) ซึ่งคู่มือไม่ได้อธิบายเงื่อนไขของสิทธิทางภาษีไว้ หน้านี้จึงไม่เขียนถึง
ฝั่ง MEA ใช้เอกสารชุดไหน
จากงานจริงของทีมวิศวกร ชุดเอกสารขนานไฟฝั่ง MEA ที่บริษัทใช้ประกอบด้วยหนังสือยินยอมเข้าร่วมโครงการด้วยมาตรการทางภาษี หนังสือมอบอำนาจขอเชื่อมต่อกับ MEA สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของเจ้าของมิเตอร์ และบิลค่าไฟเดือนล่าสุด
จุดที่ทำให้เอกสารตีกลับบ่อยคือสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านต้องเป็นของเจ้าของมิเตอร์ ไม่ใช่ของผู้อยู่อาศัย และต้องลงนามรับรองสำเนาถูกต้องพร้อมข้อความกำกับว่าใช้เพื่อการนี้เท่านั้น กรณีขายไฟเพิ่มต้องมีหนังสือแจ้งบัญชีธนาคาร สำเนาหน้าสมุดบัญชี และสำเนาบัตรของผู้มีอำนาจลงนามเพิ่ม รายการนี้เป็นชุดที่บริษัทใช้ ไม่ใช่ประกาศของ MEA
ลำดับการยื่นเป็นยังไง แต่ละขั้นใช้เวลาเท่าไหร่
ลำดับที่ใช้จริงคือออกแบบและให้วิศวกรหรือสถาปนิกลงนามก่อน แล้วยื่น อ.๑ ถ้าเข้าเกณฑ์ต้องขอ เมื่อได้ อ.๑ แล้วจึงยื่นขนานไฟกับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ส่วนฝั่งใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าต้องได้มาก่อนเริ่มก่อสร้าง จากประสบการณ์ทีมวิศวกร ขั้น อ.๑ ใช้เวลา 30–45 วัน
ตัวเลขในหัวข้อนี้มาจากสองแหล่งที่ต้องแยกให้ออก — ตัวเลขที่มีเลขข้อกำกับ (30 วัน และ 30 วัน) มาจากประกาศ กกพ. ข้อ ๑๒ ส่วน 30–45 วัน 1–2 วันทำการ และ 30–45 วัน มาจากงานจริงของทีมวิศวกร ไม่ใช่กรอบเวลาตามกฎหมาย
อะไรต้องเสร็จก่อนอะไร
สองข้อที่บังคับลำดับคือ ใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าต้องได้ก่อนก่อสร้าง และ อ.๑ ต้องได้ก่อนยื่นขนานไฟ ส่วนการแจ้งด้วยแบบ สกพ.01-1 กับการเตรียมเอกสารขนานไฟทำคู่ขนานกันได้ เพราะคนละหน่วยงานและคนละชุดเอกสาร
การเรียงผิดลำดับมีราคา เพราะถ้าเริ่มก่อสร้างไปแล้วค่อยพบว่าเข้าเกณฑ์ต้องขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า งานที่ทำไปแล้วจะอยู่ผิดลำดับตั้งแต่ต้น
ฝั่งใบอนุญาตใช้เวลาเท่าไหร่
จากประสบการณ์ทีมวิศวกร การยื่น อ.๑ ต่อ อบต. หรือเทศบาลใช้เวลา 30–45 วัน การจดแจ้งด้วยแบบ สกพ.01-1 ได้รับอนุมัติภายใน 1–2 วันทำการ ถ้าเอกสารครบ และการขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าเต็มรูปแบบใช้เวลา 30–45 วัน
ตัวเลขของ อ.๑ กับของใบอนุญาตเต็มรูปบังเอิญอยู่ในช่วงเดียวกัน แต่คนละเรื่องคนละหน่วยงาน และเพราะมาจากงานจริง จึงใช้วางแผนได้ แต่ใช้เป็นข้อผูกพันไม่ได้
ฝั่งโครงการภาคประชาชน กรอบเวลาตามประกาศเป็นยังไง
สำหรับบ้านอยู่อาศัยประเภทที่ ๑ ที่เข้าโครงการ ประกาศ กกพ. ข้อ ๑๒ กำหนดให้เปิดรับคำขอตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 ประกาศผลภายใน 30 วัน นับถัดจากวันที่ได้รับคำขอที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ลงนามสัญญาภายใน 30 วัน นับถัดจากวันประกาศผล และกำหนดจ่ายไฟเข้าระบบ ภายในปี 2570
กรอบเวลาชุดนี้ใช้กับการไฟฟ้าทั้งสองแห่งเหมือนกัน เพราะมาจากประกาศฉบับเดียว จุดที่ MEA กับ PEA ต่างกันคือช่องทางยื่นและชุดเอกสาร ไม่ใช่จำนวนวัน และเพราะลำดับการพิจารณายึดวันเวลาที่คำขอครบถ้วนสมบูรณ์ (ข้อ ๑๐) ภายใต้เป้าหมายรวม 500 เมกะวัตต์ (ข้อ ๔) ความครบของเอกสารจึงสำคัญกว่าความเร็ว
หน้านี้ยังไม่ครอบคลุมเรื่องอะไร
ยังไม่ครอบคลุมสี่เรื่อง คือค่าธรรมเนียมของใบอนุญาตแต่ละใบ เช็คลิสต์เอกสารขนานไฟฝั่ง PEA สำหรับกรณีนอกโครงการภาคประชาชน จำนวนเงินค่าเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าและค่าตรวจสอบระบบอุปกรณ์ และวันที่กฎกระทรวง ฉบับที่ ๗๒ มีผลใช้บังคับ ทั้งสี่เรื่องไม่มีอยู่ในแหล่งที่ใช้เขียนหน้านี้
ที่ว่างเหล่านี้เป็นที่ว่างของแหล่ง ไม่ใช่เรื่องที่ละไว้เพราะไม่สำคัญ ทุกข้อกระทบเงินหรือกระทบวันเริ่มงาน จึงเขียนไว้ตรงนี้แทนการเงียบ
ข้อสุดท้ายอธิบายเพิ่มตรงนี้ เพราะสั้นพอ — เอกสารที่ใช้เขียนให้เฉพาะวันประกาศกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗๒ ในราชกิจจานุเบกษา คือ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ กับวันที่ให้ไว้คือ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ แต่ไม่ได้ให้ข้อความบทบังคับใช้ ซึ่งมีผลจริงกับคำขอที่ยื่นคาบเกี่ยวช่วงนั้น ให้ขอความชัดเจนจากราชการส่วนท้องถิ่นที่รับเรื่อง
ค่าธรรมเนียมของใบอนุญาตแต่ละใบเท่าไหร่
หน้านี้ตอบไม่ได้ เพราะเอกสารสรุปของ กกพ. ที่ใช้เขียนหัวข้อใบอนุญาต ไม่ได้ระบุค่าธรรมเนียมของ อ.๑ ใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า ร.ง.๔ หรือ พค.๒ ไว้เลย และคู่มือ PPIM ก็ไม่ได้พูดถึงค่าธรรมเนียมของใบอนุญาตเหล่านี้
ต้องถามหน่วยงานที่รับเรื่องแต่ละใบโดยตรง คือราชการส่วนท้องถิ่นสำหรับ อ.๑ · กกพ. สำหรับใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าและ พค.๒ · สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสำหรับ ร.ง.๔
เช็คลิสต์เอกสารขนานไฟฝั่ง PEA มีครบไหม
มีเฉพาะรายการแนบของแบบคำขอออนไลน์ในโครงการภาคประชาชน ตามคู่มือ PPIM เท่านั้น ส่วนชุดเอกสารขนานไฟฝั่ง PEA สำหรับกรณีที่ไม่ได้เข้าโครงการภาคประชาชน เช่น ระบบของนิติบุคคลหรือของโรงงาน หน้านี้ยังไม่มีแหล่ง
ชุดที่หน้านี้มีครบจากงานจริงเป็นของฝั่ง MEA การเอาไปใช้กับ PEA จึงเป็นการเดา และเป็นการเดาที่ทำให้เสียเวลารอบยื่น
ค่าเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าและค่าตรวจสอบระบบอุปกรณ์เท่าไหร่
ประกาศ กกพ. ข้อ ๑๑ กำหนดว่าผู้ผ่านการพิจารณาต้องติดต่อการไฟฟ้าเพื่อเปลี่ยนเป็นเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าประเภทดิจิทัลในกรณีที่เครื่องเดิมไม่รองรับ และต้องชำระค่าเชื่อมต่อระบบไฟฟ้ากับค่าตรวจสอบระบบอุปกรณ์ แต่ข้อนี้ไม่ได้ระบุจำนวนเงินและไม่ได้ระบุกรอบเวลาไว้
ค่าใช้จ่ายส่วนนี้เกิดหลังผ่านการพิจารณาแล้ว จึงควรถามการไฟฟ้าตั้งแต่ก่อนตัดสินใจ ส่วนราคาของตัวระบบอยู่คนละเรื่อง ดูช่วงราคาตามขนาดที่ ติด Solar Rooftop ราคาเท่าไหร่
ตัวเลขในหน้านี้มาจากไหน
หน้านี้ถอดจากเอกสารสี่ฉบับและจากงานจริงของทีมวิศวกร ได้แก่ ประกาศ กกพ. เรื่องประกาศเชิญชวนการรับซื้อไฟฟ้าโครงการ Solar rooftop ภาคประชาชน พ.ศ. 2569 (26 มิถุนายน 2569 · ใช้ข้อ ๔ ถึงข้อ ๑๓ กับนิยามการติดตั้งบนหลังคา) คู่มือการยื่นแบบคำขอผ่านระบบ PPIM ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (อ้างเลขหน้าไว้ทุกจุด) เอกสารสรุปของสำนักงาน กกพ. เรื่องใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า และกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗๒ (พ.ศ. ๒๕๖๘)
ข้อจำกัดที่ควรรู้มีสี่ข้อ หนึ่ง ตัวเลขที่กำกับว่ามาจากประสบการณ์ทีมวิศวกรไม่ใช่กรอบเวลาตามกฎหมาย เปลี่ยนได้ตามท้องที่และความครบของเอกสาร สอง ข้อเท็จจริงเรื่องใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า มาตรา ๔๘ ร.ง.๔ พค.๒ และนิคมอุตสาหกรรม มาจากเอกสารสรุปของ กกพ. ซึ่งไม่ได้ให้เลขข้อกำกับ จึงตรวจย้อนได้เท่าที่เอกสารนั้นเขียน และเราไม่ได้เปิดตัวบทที่เอกสารนั้นอ้างถึง หน้านี้จึงไม่อ้างชื่อตัวบทฉบับนั้น สาม หน้านี้ไม่ระบุวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับสักฉบับ เพราะแหล่งให้แต่วันประกาศ สี่ หน่วยของเส้นแบ่งใบอนุญาตผลิตไฟฟ้ายังไม่ตรงกันระหว่างเอกสาร ที่เราถือเขียนเป็นกิโลวัตต์ เอกสารอื่นเขียนเป็นกิโลโวลต์แอมแปร์
เช็คอะไรก่อนเริ่มเรื่องเอกสาร
- กำลังรวมของอินเวอร์เตอร์ เทียบกับเส้นใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า — ต่ำกว่า 1,000 กิโลวัตต์ ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอใบอนุญาต แต่ยังต้องแจ้งสำนักงาน กกพ. ด้วยแบบ สกพ.01-1 · นับจาก Rated Capacity รวมของอินเวอร์เตอร์ ไม่ใช่จากกำลังแผง · ⚠️ หน่วยของเส้นแบ่งนี้ยังไม่ตรงกันระหว่างเอกสาร บางฉบับเขียนเป็นกิโลโวลต์แอมแปร์ ระบบที่ขนาดใกล้เส้นควรยืนยันกับ กกพ. ก่อน
- มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลสำรองในอาคารไหม — ฐานคำนวณของ พค.๒ นับรวมดีเซลสำรอง ต่างจากใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าที่ไม่นับ · เกณฑ์ของ พค.๒ อยู่ที่ 200 กิโลโวลต์แอมแปร์ ขึ้นไป
- น้ำหนักแผงต่อพื้นที่ ที่จุดซึ่งหนาแน่นที่สุด — เกณฑ์ยกเว้น อ.๑ คือไม่เกิน 20 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ในบริเวณหนึ่งบริเวณใด ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยทั้งหลังคา (กฎกระทรวง ฉบับที่ ๗๒) · ต้องให้วิศวกรคำนวณเป็นโซน
- จุดติดตั้งอยู่บนหลังคาของอาคารจริงไหม — ข้อยกเว้นตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗๒ พูดถึงบนหลังคาของอาคารเท่านั้น ไม่ครอบคลุมโรงจอดรถโซลาร์ซึ่งเป็นการก่อสร้างอาคารใหม่ และไม่ครอบคลุมการติดตั้งบนพื้นดิน
- อยู่เขต MEA หรือ PEA — MEA คือ 3 จังหวัด ได้แก่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ · ที่เหลืออีก 74 จังหวัด เป็น PEA (คู่มือ PPIM หน้า 5) · ช่องทางยื่นและชุดเอกสารผูกกับข้อนี้
- ประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าและชื่อในใบแจ้งค่าไฟฟ้า — เฉพาะกรณีจะเข้าโครงการภาคประชาชน ต้องเป็นประเภทที่ ๑ บ้านอยู่อาศัย ชื่อผู้ยื่นตรงกับชื่อในบิล และที่อยู่ตรงกับทะเบียนบ้านปัจจุบัน (คู่มือ PPIM หน้า 5 และ 7) · ประเภทไม่ใช่ ๑ กดยืนยันยื่นคำขอไม่ได้ (หน้า 6)
- ลำดับงานก่อสร้างกับใบอนุญาต — ใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าต้องได้ก่อนก่อสร้าง และ อ.๑ ต้องได้ก่อนยื่นขนานไฟ · เผื่อเวลา 30–45 วัน สำหรับ อ.๑ ตามประสบการณ์ทีมวิศวกร
คำถามที่พบบ่อย
ติดโซลาร์บนหลังคาบ้าน ต้องขอใบอนุญาตดัดแปลงอาคารไหม
ไม่ต้อง ถ้าน้ำหนักรวมในบริเวณหนึ่งบริเวณใดไม่เกิน 20 กิโลกรัมต่อตารางเมตร บนหลังคาของอาคาร ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗๒ (พ.ศ. ๒๕๖๘) ซึ่งกำหนดให้ไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคาร ถ้าเกินเกณฑ์ต้องขอ อ.๑ จากราชการส่วนท้องถิ่น
โรงงานติดโซลาร์ ต้องขอใบอนุญาตดัดแปลงอาคารไหม
ใช้เกณฑ์เดียวกับบ้าน เพราะกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗๒ ตัดเงื่อนไขอาคารอยู่อาศัยและเงื่อนไขพื้นที่ไม่เกิน 160 ตารางเมตร ออกแล้ว เหลือเงื่อนไขเดียวคือน้ำหนักรวมในบริเวณหนึ่งบริเวณใดไม่เกิน 20 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ส่วนใบอื่นของโรงงาน เช่น ร.ง.๔ และ พค.๒ เป็นคนละเรื่องกัน
ระบบเล็กๆ ที่ไม่ต้องขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า แปลว่าไม่ต้องยื่นอะไรเลยใช่ไหม
ไม่ใช่ ระบบที่อินเวอร์เตอร์รวมต่ำกว่า 1,000 กิโลวัตต์ ได้รับยกเว้นเฉพาะการขอรับใบอนุญาต แต่ยังต้องแจ้งสำนักงาน กกพ. ด้วยแบบ สกพ.01-1 และยังต้องยื่นขนานไฟกับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายอยู่ดี
โรงงานเข้าโครงการรับซื้อไฟภาคประชาชนได้ไหม
ไม่ได้ ประกาศ กกพ. กำหนดคุณสมบัติผู้ยื่นไว้เฉพาะผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ ๑ บ้านอยู่อาศัย (ข้อ ๖) และจำกัดปริมาณเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ (ข้อ ๕) คู่มือ PPIM หน้า 6 ระบุว่าประเภทที่ไม่ใช่ ๑ จะกดยืนยันยื่นคำขอไม่ได้
บ้านอยู่ต่างจังหวัด ยื่นกับ MEA หรือ PEA
ยื่นกับ PEA ถ้าไม่ได้อยู่ในกรุงเทพมหานคร นนทบุรี หรือสมุทรปราการ เพราะคู่มือ PPIM หน้า 5 ระบุว่าพื้นที่ผู้ใช้ไฟฟ้าของ PEA มี 74 จังหวัด โดยยกเว้นสามจังหวัดดังกล่าว ซึ่งอยู่ในเขต MEA
มิเตอร์ 3 เฟส ขายไฟได้มากกว่ามิเตอร์ 1 เฟสไหม
ไม่มากกว่า คู่มือ PPIM หน้า 9 ระบุว่าทั้งมิเตอร์ 1 เฟส และมิเตอร์ 3 เฟส เสนอขายได้ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ เท่ากัน ซึ่งตรงกับเพดานต่อมิเตอร์ในประกาศ กกพ. ข้อ ๕
อาคารหลายหลังในพื้นที่เดียวกัน แยกใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าได้ไหม
ได้ต่อเมื่อครบสามข้อ คือแต่ละอาคารมีมิเตอร์แยกอิสระ แต่ละมิเตอร์มีอินเวอร์เตอร์รวมตั้งแต่ 1 เมกะวัตต์ ขึ้นไป และแยกการทำงานจากกันจริง โดยไม่เชื่อมโยงกัน หรือมี Zero Export Controller หรือ Reverse Power Relay เปิดวงจรไว้ในสถานการณ์ปกติ
ขอใบอนุญาตกับยื่นขนานไฟ ทำพร้อมกันได้ไหม
บางส่วนทำพร้อมกันได้ แต่มีสองข้อที่บังคับลำดับ คือใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าต้องได้ก่อนก่อสร้าง และ อ.๑ ต้องได้ก่อนยื่นขนานไฟ จากประสบการณ์ทีมวิศวกร ขั้น อ.๑ ใช้เวลา 30–45 วัน
สรุป
- ติดโซลาร์รูฟท็อปมีสามฝั่งที่เดินคู่กัน คือฝั่งพลังงานที่สำนักงาน กกพ. ฝั่งอาคารที่ราชการส่วนท้องถิ่น และฝั่งการไฟฟ้าที่ MEA หรือ PEA — การขายไฟคืนเป็นเรื่องที่สี่ ไม่ใช่ใบอนุญาต
- อินเวอร์เตอร์รวมต่ำกว่า 1,000 กิโลวัตต์ ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า แต่ต้องแจ้งสำนักงาน กกพ. ด้วยแบบ สกพ.01-1 · ตั้งแต่เส้นนี้ขึ้นไปต้องขอใบอนุญาต และต้องได้ก่อนก่อสร้าง
- กฎกระทรวง ฉบับที่ ๗๒ (พ.ศ. ๒๕๖๘) ทำให้การติดแผงที่มีน้ำหนักรวมในบริเวณหนึ่งบริเวณใดไม่เกิน 20 กิโลกรัมต่อตารางเมตร บนหลังคาของอาคาร ไม่ถือเป็นการดัดแปลง จึงไม่ต้องขอ อ.๑ — และตัดเงื่อนไขอาคารอยู่อาศัยกับพื้นที่ 160 ตารางเมตร ออกแล้ว
- MEA ครอบคลุม 3 จังหวัด คือกรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ ที่เหลืออีก 74 จังหวัด เป็น PEA · สิ่งที่ต่างกันคือช่องทางยื่นกับชุดเอกสาร ไม่ใช่กติกากลาง
- โครงการรับซื้อไฟฟ้าภาคประชาชนใช้ได้เฉพาะผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ ๑ บ้านอยู่อาศัย ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย อายุสัญญา 10 ปี (ข้อ ๕ และข้อ ๖) โรงงานและนิติบุคคลอยู่นอกโครงการนี้
- ตัวเลขเวลา 30–45 วัน 1–2 วันทำการ และ 30–45 วัน มาจากประสบการณ์ทีมวิศวกร ไม่ใช่กรอบเวลาตามกฎหมาย ส่วน 30 วัน กับ 30 วัน มาจากประกาศ กกพ. ข้อ ๑๒
Winstar Corp Co., Ltd. — ผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปครบวงจร
2525 ก่อตั้ง (พ.ศ.) · 15+ ปีบนระบบโซลาร์ · 300+ โครงการสะสม · ISO 9001:2015 · Green Industry Level 2 · Huawei Authorized Partner
ผู้เขียน: ทีมวิศวกร Winstar · ร่าง — ยังไม่กำหนดวันเผยแพร่ · ทบทวนครั้งถัดไป 31 มี.ค. 2570
ขั้นตอนและกรอบเวลาในหน้านี้ถอดจากเอกสาร 4 ฉบับ — ประกาศ กกพ. โครงการ Solar rooftop ภาคประชาชน พ.ศ. 2569 (26 มิ.ย. 2569) · คู่มือการยื่นแบบคำขอผ่านระบบ PPIM ของ PEA · เอกสารสรุปของสำนักงาน กกพ. เรื่องใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า · กฎกระทรวง ฉบับที่ ๗๒ (พ.ศ. ๒๕๖๘) — และจากงานจริงของทีมวิศวกร ซึ่งกำกับไว้ทุกจุดว่าเป็นประสบการณ์ ไม่ใช่กฎหมาย · หน้านี้ไม่ระบุวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ ไม่ระบุค่าธรรมเนียมของใบอนุญาตใด และโครงการรับซื้อไฟภาคประชาชนที่กล่าวถึงใช้ได้เฉพาะบ้านอยู่อาศัยประเภทที่ ๑ ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ — ก่อนยื่นจริงให้ยืนยันกับหน่วยงานที่รับเรื่องแต่ละใบ
คำนวณคืนทุนของบ้านคุณใน 30 วินาที
ใส่ค่าไฟเฉลี่ยต่อเดือน ดูขนาดระบบที่เหมาะและระยะคืนทุนเบื้องต้น ก่อนคุยกับทีมงาน




